เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้จัดกิจกรรมการเสวนาวิชาการ หัวข้อ “การเมืองเรื่องการดูแล: ความท้าทาย [และสิ่งที่หายไป] ในมุมมองสตรีนิยม เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล” ภายใต้โครงการ Global Gender Talk Series 4 @ Roi Et ณ มุมหนังสือสตรีศึกษา งานวิทยบริการและสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด วิทยากรโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และ อาจารย์ ดร.แสงเดือน กิ่งแก้ว (วิทยาลัยบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ (สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด) วิทยากร ได้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิด “การเมืองเรื่องการดูแล” (Politics of Care) จากมุมมองสตรีนิยมเสนอว่า “การดูแล” มิใช่เพียงกิจกรรมส่วนบุคคลหรือหน้าที่ภายในครอบครัว หากแต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่สัมพันธ์กับอำนาจ เศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมสมัยใหม่ งานดูแล (care work) ซึ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้พิการ มักถูกลดทอนคุณค่าและทำให้มองไม่เห็น โดยสังคมจำนวนมากได้ผลักภาระดังกล่าวให้เป็น “หน้าที่ตามธรรมชาติ” ของผู้หญิง โดยเฉพาะภายใต้โครงสร้างทุนนิยมและระบอบชายเป็นใหญ่ การดูแลเชื่อมโยงกับความไม่เท่าเทียมในหลายมิติ เช่น เพศ ชนชั้น เชื้อชาติ และสถานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรากฏการณ์ “ห่วงโซ่การดูแลระดับโลก” (global care chains) ซึ่งแรงงานหญิงจากประเทศกำลังพัฒนาต้องย้ายถิ่นเพื่อทำงานดูแลในประเทศที่มั่งคั่ง นอกจากนี้ การศึกษาการดูแลยังต้องคำนึงถึงมิติของสิทธิผู้พิการ สังคมสูงวัย และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเพิ่มภาระการดูแลในระดับครัวเรือนและชุมชน ข้อเสนอสำคัญของแนวคิดนี้คือการปรับมุมมองจากการมองการดูแลเป็นภาระส่วนบุคคล ไปสู่การยอมรับว่าการดูแลเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ สังคม และชุมชน โดยให้คุณค่ากับประสบการณ์และองค์ความรู้ของทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วย เพื่อสร้าง “สังคมแห่งการดูแล” ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม นอกจากนี้วิทยากรยังชี้ให้เห็นอีกว่า หากวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อแนวคิดการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายผ่านกรอบแนวคิดด้านความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างและมิติทางเพศ แนวคิด “การตายดีที่บ้าน” ซึ่งมักถูกนำเสนอเป็นผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ในสังคมสูงวัย มิได้เกิดจากความปรารถนาส่วนบุคคลเท่านั้น หากยังเป็นผลจากเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะที่กำหนดความสามารถของบุคคลในการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) อย่างมีศักดิ์ศรี “การดูแล” เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรระหว่างรัฐ ตลาด และครอบครัว ซึ่งร่วมกันกำหนดโครงสร้างของระบบการดูแลในสังคม หากเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการเสียชีวิตที่บ้านสัมพันธ์กับทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมทั้งเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างชุมชน จากมุมมองสตรีนิยม ภาระการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายมักตกอยู่กับผู้หญิงในครอบครัว ไม่ว่าจะในฐานะบุตรสาว ภรรยา หรือญาติผู้หญิง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแรงงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและมักถูกทำให้ “มองไม่เห็น” ในเชิงนโยบาย ดังนั้น การสร้างระบบการดูแลที่เป็นธรรมจำเป็นต้องยกระดับการดูแลจากเรื่องส่วนตัวของครอบครัวไปสู่ความรับผิดชอบร่วมของสังคม ผ่านการสนับสนุนเชิงนโยบาย สวัสดิการผู้ดูแล และการยอมรับคุณค่าของงานดูแลในฐานะงานสาธารณะที่สำคัญ


